ทุกครั้งที่เราได้ไปเยี่ยมเยือนชุมชนเก่าแก่ มักจะได้เห็นความเชื่อที่น่าสนใจซึ่งเกาะเกี่ยวอยู่กับวิถีชีวิตของพวกเขาอย่างไม่อาจแยกออกได้ เป็นขนบธรรมเนียมซึ่งมีการสืบทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ผ่านความทรงจำและการปฏิบัติ เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป บางประเพณีถูกตั้งคำถาม บางการกระทำถูกมองว่าไม่สมเหตุสมผล แต่หากเรามองให้ลึกถึงที่มาที่ไปอันเป็นกุศโลบายอันสร้างสรรค์ รวมถึงภูมิปัญญาที่เกิดจากการลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง จดจำ ส่งต่อกันมาเป็นตำรามุขปาฐะ ที่ไม่ต้องการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลใดๆ แต่กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับชีวิตแต่ละวันอย่างไม่อาจแยกขาดจากกัน

ใจบ้าน เสื้อบ้าน

สังคมล้านนาดั้งเดิมนั้นนับถือผี ชุมชนในทางภาคเหนือมักอาศัยอยู่ร่วมกันอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่ บ้านใกล้เรือนเคียงต่างเป็นญาติพี่น้องกัน ในบางชุมชนเช่น บ้านป่าตาล จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งมีเชื้อสายไทยยองจึงมี ‘เสื้อบ้าน’ หอของผีบรรพบุรุษของชุมชนที่คอยปกป้องดูแลคนในชุมชน และ ‘ใจบ้าน’ คล้ายกับเสาหลักเมืองตั้งอยู่เป็นศูนย์กลางของหมู่บ้าน ปักเสาไม้ 5 ต้น ใช้เป็นพื้นที่ส่วนกลางสำหรับให้คนในชุมชนมาร่วมกันทำพิธีส่งเคราะห์บ้านส่งเคราะห์เมืองหรือ สืบชะตาบ้านสืบชะตาเมือง ใจบ้านและเสื้อบ้านจึงเป็นที่สักการะนับถือของคนทั่วไป เมื่อมีการเซ่นไหว้ผีเสื้อบ้าน ทุกคนในหมู่บ้าน ไม่ว่ายากดีมีจนก็จะหุงข้าวต้มแกงยกมาร่วมพิธีแล้วรับประทานอาหารด้วยกัน นอกจากจะได้แบ่งปันอาหารแล้วก็ยังได้แลกเปลี่ยนเรื่องราวความเป็นอยู่ของกันและกันด้วย ทำให้ความสัมพันธ์ในชุมชนแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

หากมองในเชิงมานุษยวิทยาแล้ว ‘ผี’ สำหรับสังคมล้านนานั้นเป็นอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่คอยควบคุมให้คนทำตามครรลองที่คนส่วนใหญ่ยึดมั่น ผีที่ไม่มีตัวตน มองเห็นไม่ได้ แต่เป็นสิ่งที่ทำให้ระลึกถึงความผิดชอบชั่วดีอยู่เสมอ หากทำอะไรที่ผิดผี ต่อให้ไม่มีใครเห็น แต่เจ้าตัวก็จะมีความรู้สึกผิดอยู่ในใจ รวมถึงเป็นที่พึ่งทางใจยามที่ตัวเองไม่สามารถรับมือได้ เมื่อต้องพบเจอภัยธรรมชาติ หรืออุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน

บ้านเป็นยา รักษาสมดุลธาตุเจ้าเรือน

นอกเหนือจากคำกล่าวของหมอชีวกโกมารภัจจ์ ในพุทธประวัติที่ว่า “ต้นไม้ทุกต้นใช้ทำยาได้” (หากรู้วิธีที่ถูกต้อง) บ้านเรือนที่เราอยู่อาศัยก็เป็นยารักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ด้วยเช่นกัน เรือนต้นแบบนั้นคือ เรือนหมอพลอย หมื่นชำนาญแพทยา (พลอย แพทยานนท์) หมอหลวงรุ่นสุดท้ายของสยาม ซึ่งเป็นลูกชายของขุนพรหมแพทยา (หมออิ่ม ต้นสกุล แพทยานนท์) ผู้สืบเชื้อสายหมอหลวงมาตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ เรือนหมอพลอยถูกนำมาปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์หมอยาไทย เพราะเป็นต้นแบบของที่อยู่อาศัยซึ่งถูกสุขลักษณะ มีทิศทางลมเข้าออกที่ดี สร้างความสมดุลให้กับธาตุเจ้าเรือนของร่างกาย

แต่อย่าเพิ่งนึกถึง ธาตุตามตารางธาตุที่เราเรียนกันในโรงเรียน เพราะธาตุเจ้าเรือนที่ว่านั้นเป็นระบบการแพทย์แบบทฤษฎีธาตุ ที่บ่งบอกคุณลักษณะหรือหน้าที่ของอวัยวะ ฮอร์โมน ส่วนประกอบต่าง ๆ ของร่างกายที่ทำงานร่วมกันแบบองค์รวม โดยใช้ลักษณะของดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นสัญลักษณ์ที่สมมติขึ้น โดยมองว่าร่างกายของเราสัมพันธ์กับฤดูกาล ที่อยู่อาศัย พฤติกรรม เมื่อธาตุในร่างกายเสียความสมดุลก็จะเกิดโรค แพทย์แผนไทยจึงมุ่งไปที่การรักษาความสมดุลในร่างกายของเราท่ามกลางสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา ด้วยสมุนไพรต่าง ๆ หรือการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เหมาะสม

ชะลอเวลาได้ด้วยไม้พะยอม

คนโบราณนั้นช่างคิด ช่างลองผิดลองถูกกันทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยสักแค่ไหน กว่าสมุนไพรแต่ละชนิดจะถูกนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมั่นใจ บรรพบุรุษของเราล้วนแต่ได้ทดลองมาแล้วหลากหลายรูปแบบ สารพัดวิธี ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากยังจำกันได้ในห้องเรียนวิชาการงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยี เราต่างได้เรียนรู้วิธีการถนอมอาหารให้อยู่ได้นานขึ้นด้วยวิธีการต่าง ๆ นานา จนมาถึงทุกวันนี้วิทยาการชะลออายุอาหารมีเพิ่มเติมอีกหลากหลายวิธีการ ชาวสวนมะพร้าวในจังหวัดสมุทรสงคราม ที่ปีนมะพร้าวขึ้นไปปาดงวงตาลนำมาทำน้ำตาลมะพร้าวกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ พวกเขายังคงเลือกที่จะปฏิเสธสารกันบูดแต่เลือกใช้วิธีการดั้งเดิมที่ได้ผลเสมอมา โดยสับเนื้อไม้พะยอมเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ไว้ในกระบอกเก็บน้ำตาล เพื่อรักษาความสดใหม่ของน้ำตาลให้อยู่ไม่บูดไปก่อนที่จะนำมาแปรรูปเป็นน้ำตาลปึก สารสกัดจากพะยอมมีฤทธิ์ทำลายเชื้อแบคทีเรียจำพวกที่ก่อให้เกิดอาการท้องร่วงได้ การใส่เปลือกพยอมลงในน้ำตาลจึงอาจช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ทำให้น้ำตาลไม่บูดเสียง่ายตามไปด้วย

ตำนานอนุรักษ์ป่า

ทุกครั้งเวลาที่เราได้ยินข่าวแหล่งธรรมชาติแห่งใหม่ที่คนแห่กันไปจนเสื่อมโทรมนั้นก็ได้แต่ใจหายด้วยความเสียดาย แต่คนโบราณใช้วิธีการดูแลสถานที่สวยๆ ไว้ได้ยาวนานมาจนถึงทุกวันนี้ ก็ด้วยตำนานมหัศจรรย์ ท่าปอม คลองสองน้ำ ป่าพรุน้ำใสแจ๋วราวกระจก เต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ดอกไม้สีสดใสขึ้นเบียดกันแน่นนั้นยังคงความงดงามมาได้ยาวนานกว่า 130 ปี ในอดีตชาวบ้านเล่าลือกันว่า มักพบจระเข้ขาวที่ทำหน้าที่ปกปักรักษาผืนป่านี้ปรากฏตัวอยู่ในแอ่งน้ำหรือต้นคลอง ตำนานนี้ได้ผลอย่างยิ่งในการที่ทำให้ชาวบ้านไม่เข้ามาหักร้างถางพงเพื่อประโยชน์ส่วนตัว หรือทิ้งของเสียลงในคลองเพราะเกรงกลัวความศักดิ์สิทธิ์ของสิ่งเหนือธรรมชาติ มีความเชื่อว่าวันเสาร์และวันอังคาร ห้ามลงอาบน้ำในคลองเพราะจะทำให้เกิดอาเพศต่าง ๆ ก็ช่วยควบคุมปริมาณการใช้น้ำในลำคลองท่าปอม ไม่ให้ปนเปื้อนสกปรกมากจนเกินไป นอกจากนี้ในเดือนพฤษภาคมของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงต้นฤดูมรสุมจะมีพิธีส่งเคราะห์ร้าย ความเจ็บไข้ไปกับสายน้ำให้หมู่บ้านมีแต่ความสงบสุข ตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาจึงกลายเป็นสิ่งที่สร้างความผูกพันระหว่างธรรมชาติกับวิถีชีวิตของผู้คนให้อยู่ร่วมกัน ดูแลกันและกันตลอดมา

ความเชื่อที่ดูเหมือนไม่เป็นเหตุเป็นผลในยุคสมัยปัจจุบัน หากเราเปิดใจให้กว้าง เรียนรู้และศึกษาที่มาที่ไปก็จะพบความรู้เกี่ยวกับการจัดการพฤติกรรมมนุษย์ซึ่งต้องอยู่ร่วมกันไม่ว่าจะเป็นสังคมเล็กหรือใหญ่ หรือแม้เมื่อพิสูจน์ความเชื่อได้แล้ว การต่อยอดองค์ความรู้จากเรื่องราวเหล่านี้ให้กลายเป็นสิ่งใหม่ก็ทั้งสร้างคุณค่าทางใจไปพร้อมกับสร้างมูลค่าเพิ่มให้ชีวิตง่ายขึ้นตามไปด้วย