คนวัยทำงานต้องทุกข์ทรมานกับความขาด ๆ เกิน ๆ ของชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงาน ทุ่มเทมากไปก็ป่วย พักมากไปก็งานไม่รุ่ง Work-Life Balance เป็นคำพูดติดปาก เป็นความหวังติดใจที่หลาย ๆ คนอยากจะก้าวไปให้ถึง เพราะคือการแบ่งเวลาและพลังงานให้แก่สิ่งสำคัญในชีวิตได้อย่างลงตัว

แต่สำหรับชาวบ้านในชุมชนผู้ไม่เคยรู้จักคำว่า Work–life balance ก็ยังมีชีวิตสมดุลได้จากแนวคิดการทำงานในแบบของพวกเขาเอง เกิดจากวิถีชีวิตที่ปู่ย่าตายายสืบทอดส่งต่อกันมา บริบททางสังคมที่หล่อหลอมให้พวกเขา บริหารจัดการเวลา ฆ่าความเหนื่อยหน่าย คลายปมปัญหายุ่งเหยิงในแต่ละวันได้อย่างเป็นปกติ จนไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องมีหยุดยาวเหมือนคนเมืองอย่างเราแต่อย่างใด เคล็ดลับในการทำงานได้ทุกวันของพวกเขา อาจจะไม่ได้มีอะไรมากไปกว่ามุมมองที่มีต่อการงานและการใช้ชีวิตที่ไม่ได้แยกขาดอย่างสิ้นเชิง แต่เกาะเกี่ยวสอดคล้องเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันต่างหาก

ทำไปพักไป

เวลาเป็นของมีค่า เป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด ป้าเพชร ผู้ดูแลต้นโพธิ์ที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของเมืองไทย ที่อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี ที่ต้องทำความสะอาด ดูแลความเรียบร้อย ดูแลกล่องเงินบริจาค ทุกวันตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น และต้องดูแลแม่อายุ 90 ปีและหลานชายอายุ 9 ขวบไปพร้อมกัน แต่ก็กลับไม่เคยรู้สึกเหนื่อยหรือท้อแท้ เพราะมองว่าเป็นความสุขที่ได้ทำสิ่งที่ตัวเองทำได้และดูแลคนที่รักได้ ในแต่ละวันป้าเพชรมี To-do List ยาวเหยียด แต่ก็ยังคงทำงานได้เรื่อยๆ เพราะเธอยึดหลัก ‘ทำไปพักไป’ ทำงานหนัก ๆ สลับกับงานเบา ๆ ที่เหมือนได้ผ่อนคลายไปในตัว เป็นการจัดสรรสิ่งที่ต้องทำในชีวิตแบบง่าย ๆ อย่างผ่อนหนักผ่อนเบาที่ใคร ๆ ก็ทำตามได้

ร่วมมือกับธรรมชาติ

ปฏิทินจันทรคติที่คนเมืองอย่างเราไม่รู้ว่ามีไว้แล้วจะทำอะไรได้ แต่ข้างขึ้นข้างแรมนั้นสำคัญมากสำหรับการใช้ชีวิต การทำงานของชาวเล เพราะต้องอาศัยน้ำขึ้นน้ำลงในการกะเกณฑ์เวลาออกเรือ อาศัยการลัดเลาะไปกับกระแสน้ำขึ้น ทำให้ไม่ต้องเหนื่อยบิดเครื่องยนต์ต้านแรงคลื่น สังเกตเกาะแก่งที่ใกล้กับร่องน้ำ เมื่อเห็นปุ๊บก็ต้องปรับทิศทางการเดินเรือให้เหมาะสมกับทิศทางลม แม้แต่เมื่อวิสาหกิจชุมชนกลุ่มกะปิกุ้งตักบ้านอ่าวน้ำ จังหวัดกระบี่ ก็ต้องรอให้ถึงขึ้น 8-9 ค่ำ แรม 8-9 ค่ำ ที่เป็นวันน้ำตาย กระแสน้ำนิ่ง เนื่องจากดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์โคจรมาอยู่ในมุมที่เกือบเป็นมุมฉากซึ่งกันและกัน ส่งผลให้เมื่อน้ำขึ้นลงจะมีระดับต่างกันไม่มาก ทำให้กุ้งเคยตัวเล็ก ๆ ลอยขึ้นมาบนผิวน้ำให้ชาวบ้านตักได้ง่าย นำมาทำกะปิได้รสชาติเข้มข้นไม่เหมือนใคร เป็นการทำงานแบบรู้เขารู้เรา เข้าใจธรรมชาติของปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ในการทำงาน จึงสามารถหลบ หลีก ปรับตัว และนำข้อจำกัดอันน่าหงุดหงิดมาใช้ให้เป็นประโยชน์แทน

เหนื่อยก็พัก

“ง่วงก็นอน หิวก็กิน เหนื่อยก็พัก เบื่องานไหนก็หันไปทำอีกงานที่เบื่อน้อยกว่า” ลุงแดง-ชาลี เยื่อปุย อายุ 65 ปี ผู้สร้างสรรค์เรือดุ๊กดิ๊กจากกาบมะพร้าว ที่พ่อของเขาทำให้เล่นตอนเฝ้าระหัดวิดน้ำเข้าสวนเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ในแต่ละวันลุงแดงจะค่อยๆ สะสมมะพร้าวแก่จัดจนเป็นสีน้ำตาลที่กระรอกแทะตกลงมาตามพื้นสวน ทำชิ้นส่วนแต่ละส่วนให้มีขนาดเท่า ๆ กัน โดยวัดคะเนเอาจากประสบการณ์ สะสมไว้ให้มากพอ จากนั้นจึงประกอบเป็นเรือดุ๊กดิ๊กจนเสร็จเรียบร้อยในคราวเดียว “ไม่อยากทำตัวตุ๊กตารูปคนหรอก ขั้นตอนนี้มันน่าเบื่อ ก็ค่อย ๆ ทำไป เบื่อก็ไปทำอย่างอื่น ถ้าใจร้อนจะทำให้เสร็จไปเร็วๆ ก็ออกมาไม่สวย ใจร้อนเมื่อไหร่ก็ได้แผล เพราะมีดคมมากปาดทีหนังหลุดเป็นแว่นไปเลย” หัวใจสำคัญในการทำงานที่สนุกและไม่สนุกให้สำเร็จเสร็จสิ้นไปพร้อมกันอาจจะเป็นเพียงความมีวินัย ให้เวลากับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างเต็มที่ เพื่ออดทนทำเป้าหมายของแต่ละวันให้สำเร็จเสร็จสิ้นนั่นเอง


กลับมานับหนึ่งใหม่

จากปัญหาสุขภาพของชาวบ้านในชุมชนออนใต้ที่ส่วนใหญ่เกิดจากอาหารการกินและผลกระทบจากการใช้ยาฆ่าแมลงของเกษตรกร ทำให้โญ-ภิญโญ วิสัย เริ่มต้นแนวคิดร้านอาหารปลอดภัยที่จะช่วยให้ชาวบ้านมีทางเลือกในการกินมากขึ้น แต่ 3-4 เดือนแรกที่เปิดร้านกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดต่อความตั้งใจแรกของตัวเอง เพราะกลับกลายเป็นว่าต้องใช้ผักผลไม้ที่เต็มไปด้วยสารเคมีจากตลาดในเมืองเชียงใหม่ โญจึงตัดสินใจที่จะปิดร้าน แล้วเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่โดยไม่โดยไม่ลังเลไปพร้อมกับทุกคนในออนใต้ฟาร์ม ไม่ว่าจะเป็นทีมงานหรือแม่ครัวต่างก็ช่วยกันสะสมองค์ความรู้เกี่ยวกับอาหารปลอดภัย จับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ชวนกันปลูกผักพื้นบ้านที่ขึ้นง่ายสำหรับส่งให้ออนใต้ฟาร์ม จนภายในไม่กี่ปีร้านอาหารอย่างที่โญตั้งใจไว้ก็กลับมาเปิดใหม่อีกครั้ง ในฐานะสวนเกษตรอินทรีย์ต้นแบบที่ปลูกพืชผักผสมผสาน เลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดี เป็นฟาร์มสาธิต 4 ไร่ นาข้าว 9 ไร่ ที่มีเบื้องหลังเป็นความรู้ด้านการเกษตรแน่นปึ้กซึ่งพร้อมจะแบ่งปันให้ชาวออนใต้ทุกคนได้นำไปทดลองทำ ด้วยวิธีคิดแบบมองเป้าหมายในระยะยาวเป็นสำคัญ ทำให้ระหว่างทางแม้จะยากลำบากก็ไม่ทำให้ทุกคนย่อท้อ แต่พร้อมจะค่อยๆ เรียนรู้ไปด้วยกันอย่างช้าๆ แต่มั่นคง